<< Go Back

ระบบหมุนเวียนเลือด [1]

ในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องมีการลำเลียงสารต่างๆจากสิ่งแวดล้อมเช่น อาหาร แก๊สออกซิเจน เข้าสู่ร่างกายและลำเลียงผลผลิต บางอย่าง เช่นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งร่างกายไม่ต้องการสู่สิ่งแวดล้อมตลอดจนป้องกันภาวะการติดเชื้อ หรือทำลายเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย ให้เสียดุลยภาพของร่างกาย จึงต้องอาศัยระบบหมุนเวียนเลือด ระบบน้ำเหลือง และระบบภูมิคุ้มกัน สิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างของร่างกายต่างกัน ก็จะมีกระบวนการลำเลียงสารแตกต่างกัน

การลำเลียงสารในร่างกายสัตว์[2]

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น อะมีบา พารามีเซียม ยูกลีนา อาศัยกระบวนการแพร่ในการลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง

         สัตว์ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือด  เช่น ฟองน้ำ ไฮดรา และพลานาเรีย เซลล์บริเวณผิวจะสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง  การลำเลียงสารจึงเป็นการลำเลียงผ่านเซลล์โดยตรงซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

สัตว์ที่มีระบบหมุนเวียนเลือด[3] ซึ่งมีโครงสร้างของร่างกายขนาดใหญ่และซับซ้อน เซลล์ที่อยู่ภายในร่างกายไม่ได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง จำเป็นต้องมีระบบลำเลียงสารโดยการใช้ระบบหมุนเวียนเลือดช่วยในการลำเลียงสารไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายให้เพียงพออย่างรวดเร็วและทั่วถึง   ระบบหมุนเวียนเลือดที่พบในสิ่งมีชีวิตแบ่งเป็น   2  รูปแบบ

ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด (open circulatory system)  เลือดไม่ได้ไหลเวียนในหลอดเลือดตลอด แต่ไหลผ่านช่องตัวที่เรียกว่า ฮีโมซิ (haemocoel) ดังนั้น เลือดกับน้ำเหลืองจะปะปนกันเรียก ฮีโมลิมพ์ (haemolymaph) การไหลเวียนระบบนี้ค่อนข้างจะช้าพบในสัตว์พวกหอย ดาวทะเล กุ้ง กั้ง ปู และแมลง เป็นต้น

ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด (close circulatory system) เป็นระบบที่เลือดไหลเวียนอยู่ภายในเส้นเลือดตลอด  อัตราการไหลของเลือดเกิดได้รวดเร็ว พบในสัตว์พวกไส้เดือนดินและสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง

  ไส้เดือนดิน เป็นสัตว์ที่มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด มีหลอดเลือดทอดยาวตลอดลำตัวทั้งด้านบนและด้านล่าง มีหัวใจเทียมซึ่งเป็น ห่วงของเส้นเลือดที่พองออกรอบบริเวณหลอดอาหารเชื่อมต่อกับหลอดเลือดด้านบน และด้านล่างทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเหมือนกับหัวใจ

กลไกการหมุนเวียนเลือด เลือดจากหัวใจ[4]จะสูบฉีดไปยังหลอดเลือดบริเวณ       ส่วนหัวเมื่อหลอดเลือดหดตัวเลือดจะถูกดันไปด้านล่างของลำตัว และไปยังหลอดเลือดฝอยที่แทรกไปตามร่างกายเกิดการแลกเปลี่ยนสารอาหารกับเซลล์  จากนั้นเลือดจะไหลไปตามหลอดเลือดด้านบน  เมื่อหลอดเลือดหดตัวเลือดจะไหลไปตามหัวใจเทียม    

  แมลง เป็นสัตว์ที่มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด มีหลอดเลือดใหญ่อยู่ทางด้านหลังของลำตัวหลอดเลือดบางส่วนขยาย
ขนาดขึ้น  เรียกว่า  หัวใจ  ทำหน้าที่สูบฉีดเลือด

กลไกการหมุนเวียนเลือด  เมื่อหัวใจบีบตัวเลือดจะไหลเข้าสู่หลอดเลือดที่อยู่เหนือทางเดินอาหารผ่านไปยังบริเวณส่วนหัวของแมลง  แล้วกระจายไปตามเนื้อเยื่อต่างๆ โดยอาศัยช่องว่างภายในลำตัวที่เรียกว่าฮีโมซิล ทำให้เลือดสัมผัสกับเนื้อเยื่อโดยตรงและมีการแลกเปลี่ยนสารเกิดขึ้น แล้วก็จะไหลกลับสู่หัวใจ โดยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อลำตัว

กุ้ง เป็นสัตว์ที่มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด  เช่นเดียวกับแมลงแต่มีกลไกการไหลเวียนเลือดแตกต่างกัน  เพราะกุ้งอาศัยอยู่ในน้ำมีอวัยวะสำคัญในการแลกเปลี่ยนแก๊ส กล่าวคือ  มีหัวใจอยู่ทางด้านหัวเพียงตำแหน่งเดียวเลือดส่วนหนึ่งที่ออกจากหัวใจจะไหลผ่านเหงือกเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สกับน้ำภายนอก

  ปลา  มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด มีหัวใจ 2 ห้องคือ ห้องเอเตรียม(atrium) 1 ห้อง และห้องเวนตริเคิล(ventricle) 1 ห้อง  ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเลือดที่ใช้แล้วจากส่วนต่างๆของร่างกายจะไหลเข้าสู่หัวใจห้องเอเตรียมและผ่านลงสู่ ห้องเวนตริเคิลตามลำดับ จากนั้นเลือดจะถูกลำเลียงไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่เหงือกเลือดที่ผ่านการแลกเปลี่ยนแก๊สแล้วจะมีปริมาณ แก๊สออกซิเจนในเลือดสูงขึ้น ก็จะถูกลำเลียงไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆทั่วร่างกายต่อไป จะเห็นได้ว่าการไหลเวียนเลือดของปลานั้นจะมีเลือดไหลผ่าน หัวใจเพียง 1 ครั้งต่อ 1 รอบดังแผนภาพ

ปลาแต่ละชนิดอาจมีการพัฒนาระบบการไหลเวียนเลือดแตกต่างกันไปบ้างเช่น  ปลากระดูกอ่อนจะมีลิ้นจำนวนมากในหลอดเลือดเพื่อช่วยป้องกันการไหลย้อนกลับของเลือด  ในขณะที่ปลากระดูกแข็งมีลิ้นกั้นในหลอดเลือดเพียงชุดเดียว

 

 

  สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก[5] เป็นสัตว์ที่มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด มีหัวใจ 3 ห้องคือ ห้องเอเตรียม 2 ห้อง ห้องเวนตริเคิล 1 ห้องกลไกการหมุนเวียนเลือด เลือดที่มีออกซิเจนต่ำจากส่วนต่างๆ  ของร่างกายจะไหลเข้าสู่หัวใจห้องเอเตรียมขวา ส่วนเลือดที่มีออกซิเจนสูงจากปอดจะไหลเข้าสู่ห้อง   เเตรียมซ้าย จากนั้นเลือดจากห้องเอเตรียมซ้ายและห้องเอตรียมขวาจะไหลไปยังหัวใจห้องเวนตริเคิล จากนั้นเลือดจะไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย เลือดที่มีออกซิเจนต่ำจะส่งไปยังปอดและผิวหนัง  เพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจน จะเห็นได้ว่าการไหลเวียนเลือดของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกนั้นเลือดจะไหลผ่านหัวใจ 2 ครั้งต่อ 1 รอบ

 

 สัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์ที่มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด มีหัวใจ 3 ห้อง คือ ห้องเอเตรียม 2 ห้อง ห้องเวนตริเคิลมีผนังกั้น แต่ไม่สมบูรณ์ (ยกเว้นในจระเข้มีหัวใจ4 ห้อง ) ระบบหมุนเวียนเลือดคล้ายกับสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกแต่มีการพัฒนาระบบไหลเวียนเลือด ให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการดำรงชีวิตมากขึ้น โดยพบว่าหัวใจห้องเอตรียมแบ่งออกเป็น 2 ห้อง คือ ห้องเอเตรียมซ้ายและห้องเอ เตรียมขวา ส่วนของขั้วหัวใจที่เป็นแอ่งรับเลือดจะรวมเข้ากับผนังหัวใจห้องเอเตรียมขวา ส่วนหัวใจห้องเวนตริเคิลมี 1 ห้อง แม้จะมีผนังกั้น แต่ก็กั้นไม่ตลอด จึงยังไม่แบ่งเป็น 2 ห้องโดยสมบูรณ์ ยกเว้นจระเข้ที่มีผนังกั้นหัวใจ ห้องเวนตริเคิลโดยตลอด จึงถือว่าจระเข้ เป็นสัตว์เลื้อย คลานที่มีหัวใจ 4 ห้อง
กลไกการหมุนเวียนที่ใช้แล้วจากเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเข้าสู่หัวใจห้องเอเตรียมขวาและหัวใจห้องเวนตริเคิลซ้ายตามลำดับ จากนั้นจึงลำเลียงไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอดแล้วไหลกลับมาที่หัวใจห้องเอเตรียมซ้ายและหัวใจห้องเวนตริเคิลตามลำดับ เพื่อสูบฉีดไปเลี้ยง ส่วนต่างๆ ของร่างกายต่อไป จะเห็นว่าเลือดที่ใช้แล้วจากห้องเอเตรียมขวาจะมีโอกาสปะปนกับเลือดที่ผ่านการแลกเปลี่ยนแก๊สจากปอดใน หัวใจห้องเวนตริเคิลได้ ทั้งนี้เพราะมีผนังกั้นหัวใจห้องเวนตริเคิลไม่ตลอด

การลำเลียงสารในร่างกายของคน

อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงสารในร่างกายของคนประกอบด้วย  หัวใจ   และหลอดเลือด

 หัวใจ

หัวใจคนมีขนาด 9 เซนติเมตรและหนา  5  เซนติเมตร  มีน้ำหนักประมาณ  300  กรัม  หัวใจมีเยื่อหุ้ม เรียกว่า เยื่อเพอริคาร์เดียม (pericardium) กล้ามเนื้อหัวใจมี 3 ชั้นคือ ชั้นนอกมีเส้นเลือดโคโรนารีนำเลือดมาเลี้ยงหัวใจ ชั้นกลางเป็นชั้นหนาที่สุดประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจโดยเฉพาะชั้นใน ประกอบด้วยเนื้อเยื่อของหัวใจ  หัวใจมี  4  ห้อง  ดังนี้

-หัวใจห้องบนขวาหรือเอเตรียมขวา (right  atrium)  รับเลือดใช้แล้วจากร่างกาย  โดยเส้นเลือด
         ซูพีเรีย วีนาคาวา (superior vena cava) ลำเลียงเลือดจากศีรษะและแขนและเส้นเลือด อินฟิเรีย วีนาคาวา  (inferior  vena  cava)  ลำเลียงเลือดจากอวัยวะภายในและขา
-หัวใจห้องล่างขวาหรือเวนตริเคิลขวา  (right  ventricle) รับเลือดจากห้องเอเตรียมขวาแล้วสูบ  ฉีดเลือดไปฟอกที่ปอด  โดยส่ง  ไปกับเส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรี  (pulmonary  artery)  ซึ่งเส้นเลือดนี้มี  CO2 สูงมากที่สุด
-หัวใจห้องบนซ้ายหรือเอเตรียมซ้าย  (left atrium)  รับเลือดฟอกแล้วจากปอด  โดยลำเลียงมากับ เส้นเลือดพัลโมนารีเวน  (pulnonary  vein)  ซึ่งเส้นเลือดนี้มี  O2  หนาแน่นมากที่สุด
-หัวใจห้องล่างซ้านหรือเวนตริเคิลซ้าย  (left  ventricle)  บีบส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย  ซึ่งมี ผนังกล้ามเนื้อมากที่สุด  โดยส่งเลือดไปกับเส้นเลือด  เอออร์ตา  (aorta)
-หัวใจห้องบนซ้ายหรือเอเตรียมซ้าย  (left atrium)  รับเลือดฟอกแล้วจากปอด  โดยลำเลียงมากับ เส้นเลือดพัลโมนารีเวน  (pulnonary  vein)  ซึ่งเส้นเลือดนี้มี  O2  หนาแน่นมากที่สุด
-หัวใจห้องล่างซ้านหรือเวนตริเคิลซ้าย  (left  ventricle)  บีบส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายซึ่งมีผนังกล้ามเนื้อมากที่สุด  โดยส่งเลือดไปกับ เส้นเลือด  เอออร์ตา  (aorta)

 

ลิ้นหัวใจ

ลิ้นหัวใจมีหน้าที่ป้องกันเลือดไม่ให้ไหลย้อนกลับ  มีหลายแห่งดังนี้
ลิ้นไตรคัสพิด (tricuspid valve) อยู่ระหว่างเอเตรียมและเวนทริเคิลขวา ประกอบด้วย 2 แผ่นบรรจบกัน ป้องกันมิให้เลือดไหลย้อนกลับขึ้นเอเตรียมขวา
ลิ้นไบคัสพิด (bicuspid valve) อยู่ระหว่างเอเตรียมและเวนทริเคิลซ้าย ประกอบด้วย3 แผ่นบรรจบกัน  ป้องกันมิให้เลือดไหลย้อนกลับขึ้น เอเตรียมซ้าย ลิ้นนี้อาจเรียกอีกชื่อว่า ลิ้นไมทรัล (mitral valve)
ลิ้นพัลโมนารี (pulmonary valve) หรือลิ้นเซมิลูนาร์ (semilunar valve) อยู่โคน เส้นเลือดพัลโมนารี อาร์เตอรี ลักษณะเป็นถุงพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว 3 ถุงบรรจบกัน ป้องกันมิให้เลือดไหลย้อนกลับลงสู่ เวนทริเคิลขวา
         ลิ้นเอออร์ติก (aortic valve) หรือลิ้นเซมิลูนาร์ อยู่โคนเส้นเอออร์ตา ลักษณะเช่นเดียวกับลิ้นพัลโมนารี ป้องกันมิให้เลือดไหลย้อนกลับลงสู่เวนตริเคิลซ้าย

การเต้นของหัวใจ

การเต้นของหัวใจหรือการเต้นของชีพจร  หัวใจเต้นครั้งละ 70 ครั้งต่อนาที และเป็นจังหวะคงที่เสมอสามารถสัมผัสได้ตามบริเวณที่มีหลอดเลือดอาร์เตอรีอยู่ใกล้ผิวหนัง  เช่น  ข้อมือ ข้อพับ การเต้นของหัวใจแต่ละครั้งเป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อเวนตริเคิลบีบให้เลือดออกจากหัวใจควบคุมโดย เพชเมกเกอร์ ( pacemaker หรือ sinoatriainode : SA  node ) ซึ่งเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อหัวใจชนิดพิเศษอยู่ที่ผนังเอเตรียมขวาซึ่งจะปล่อยประจุไฟฟ้าไปกระตุ้นการหดตัวเอเตรียม ซึ่งจะทำให้เกิดการบีบเลือดลงสู่ห้องเวนตริเคิล  การกระตุ้นนี้จะผ่านลงมายังเวนตริเคิลที่  Atrioventricular  Node ( AV. Node ) ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์พิเศษอยู่ใกล้ๆฐานของเอเตรียม กระแสประสาทจะถูกส่งแผ่กระจายไปตามผนังของเวนตริเคิล ทำให้เกิดการหดตัวของหัวใจเพื่อบีบเลือดออกจากห้องเวนตริเคิลเข้าไปในเอออร์ตาร์ และพัลโมนารีอาร์เทอรี

ขณะที่กล้ามเนื้อหดตัวและคลายตัวจะมีการเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์ของไฟฟ้าภายในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจโดยสามารถบันทึกได้ด้วย เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าของหัวใจ ( electrocardiography ) ผลของการบันทึกปรากฏเป็นรูปกราฟเรียกว่า คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ( electrocardiogram )แพทย์จะใช้คำย่อที่ว่า ECG หรือ EKG

 

 

หลอดเลือด

เลือดออกจากหัวใจทางหลอดเลือดอาร์เตอรีขนาดใหญ่ที่สุด เรียกว่า เอออตาร์ ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร  และไหลไปตามอาร์เตอรีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนถึงหลอดเลือดแดงเล็กหรืออาร์เตอริโอล (arteriole) ซึ่งเป็นอาร์เตอรีที่มีขนาดเล็กที่สุด มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2 มิลลิเมตร และเลือดจะไหลเข้าสู่หลอดเลือดฝอย (blood capillary) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกับ หลอดเลือดดำเล็กหรือเวนูล (venule) ซึ่งเป็นหลอดเลือดเวนที่มีขนาดเล็กที่สุด เลือดจะไหลไปตามหลอดเลือดเวนขนาดเล็กไปจนถึง หลอดเลือดเวนขนาดใหญ่ที่สุด คือ เวนาคาวา (vena cava) แล้วเข้าสู่หัวใจ

หลอดเลือดฝอย  เป็นหลอดที่มีขนาดเล็กผนังบางมากประกอบด้วยเนื้อเยื่อบุผิวเพียงชั้นเดียวมีเยื่อบางๆ หุ้มภายนอกอีกชั้นหนึ่งไม่มีกล้ามเนื้อสานกันเป็นร่างแหแทรกอยู่ตามเนื้อเยื่อทั่วร่างกายเลือดจะไหลผ่านไปช้าสุด จะเกิดการแลกเปลี่ยนสารได้เต็มที่          

หลอดเลือดอาร์เตอรี   เป็นหลอดเลือดขนาดใหญ่ผนังหนาประกอบด้วยเนื้อเยื่อ  สามชั้นได้แก่  เนื้อเยื่อบุผิวชั้นใน  เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ยืดหยุ่นได้ประกอบด้วยหลอดเลือดเอออร์ตา   อาร์เตอรี  โดยเฉพาะเอออร์ตา ทำให้สามารถขยายตัว  เพื่อรับแรงดันเลือดซึ่งเป็นแรงดันค่อนข้างสูงเนื่องมาจากการบีบตัวของเวนตริเคิลซ้าย  การหดและการคลายตัวของกล้ามเนื้อผนังหลอดเลือดอาร์เตอรีมีความสำคัญในการปรับแรงดันของเลือดมีผลทำให้เลือดไหลไปยังส่วนต่างๆ  ของร่างกาย          

หลอดเลือดเวน  มีผนังสามชั้นเช่นเดียวกับหลอดเลือดอาร์เตอรีแต่ผนังบางกว่าจึงมีความยืดหยุ่นน้อยกว่ามีขนาดใหญ่และจุเลือดได้มาก  หลอดเลือดเวนขนาดใหญ่จะมีลิ้น  (valve)  อยู่ภายในเป็นระยะๆ  ยกเว้นพัลโมนารีเวน  (pulmonary vein)  ซึ่งไม่มีลิ้นกั้นภายในความดันใน หลอดเลือดต่ำกว่าในหลอดเลือดอาร์เตอรี ทิศทางการไหลของหลอดเลือดในหลอดเลือดเวนระหว่างหลอดเลือดเวนจะมีมัดกล้ามเนื้ออยู่  เมื่อมัดกล้ามเนื้อหดตัวมีผลทำให้หลอดเลือดเวนถูกบีบแคบลง  ความดันในหลอดเลือด เวนจะเพิ่มขึ้นดันลิ้นในหลอดเลือดเวนด้านบนให้เปิดออกทำให้เลือดไหลสู่หลอดเลือดเวนด้านบนต่อไป แต่ลิ้นส่วนล่างของหลอดเลือดเวนเมื่อได้รับความดันเลือดจะไม่เปิดเนื่องจากลิ้นกั้นไม่ให้เลือดไหลกลับสู่ด้านล่าง

การหมุนเวียนเลือดในร่างกาย

ห้องเอเตรียมขวาจะรับเลือดจากหลอดเลือดเวนใหญ่ 2 หลอด ซุพีเรียเวนาคาวา (superior vena cava) ที่นำเลือดมาจากส่วนหัวและแขน และอินฟีเรียเวนาคาวา (inferior vena cava) ซึ่งนำเลือดมาจากส่วนลำตัวและขาเข้าสู่หัวใจ เมื่อเอเตรียมขวาบีบตัวเลือดจะไหลเข้าสู่ห้องล่างขวาของหัวใจเรียกว่า เวนตริเคิลขวา (right ventricle) โดยผ่านลิ้นไตรคัสปิด (tricuspid valve) ที่กั้นระหว่างเอเตรียมขวาและเวนตริเคิลขวา และเมื่อเวนตริเคิลขวาบีบตัวเลือดจะไหลผ่านลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ (pulmonary semilunar valve) เข้าสู่ พัลโมนารีอาร์เตอรี (pulmonary artery) หลอดเลือดนี้นำเลือดไปยังปอดเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และรับแก๊สออกซิเจนเข้า จากนั้นเลือดจะไหลกลับสู่หัวใจทางพัลโมนารีเวน (pulmonary vein) เข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายหรือเอเตรียมซ้าย (left atrium) เมื่อเอเตรียมซ้ายบีบตัวเลือดก็จะไหลผ่านลิ้นไบคัสปิด (bicuspid valve) ไปยังหัวใจห้องล่างซ้ายหรือเวนตริเคิลซ้าย (left ventricle)เมื่อเวนตริเคิลซ้ายบีบตัวเลือดจะไหลเข้าสู่เอออร์ตา (aorta) ซึ่งมีลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์ (aortic semilunar valveกั้นไม่ให้เลือดไหลกลับจากเอออร์ตาจะมีหลอดเลือดแตกแขนงแยกไปยังส่วนต่างๆ ทั่วร่างกายรวมทั้งหัวใจด้วยจะเห็นได้ว่าการไหลเวียนเลือดของคนนั้นจะมีเลือดไหลผ่านหัวใจ 2 ครั้งต่อ 1 รอบ

ความดันเลือด  (blood  pressure)   หมายถึง  แรงดันที่ทำให้เลือดไหลไปตามหลอดเลือด  โดยการบีบตัวของหัวใจ  ความดันเลือดจะสูงมาก  ในหลอดเลือดอาร์เตอรีที่อยู่ใกล้หัวใจและจะค่อยๆ  ลดลงเมื่อห่างจากหัวใจออกไปในหลอดเลือดฝอย  และหลอดเลือดเวน  ความดันเลือด จะลดต่ำลงมาก  การวัดความดันเลือดจะวัดจาก หลอดเลือดที่ใกล้หัวใจ  เพื่อให้ได้ค่าที่ใกล้เคียงกับความดันในหัวใจมากที่สุดโดยใช้เครื่องมือวัดความดันเลือด  สฟิกโมมาโนมิเตอร์ (sphygmomanometer) ร่วมกับหูฟังสเตตโทสโคป  (stethoscope)

ผนังของเส้นเลือดอาร์เตอรีจะประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อที่สามารถหดและคลายตัวได้  ทำให้เกิดความดันสองค่า  คือ  ค่าความดันเลือดสูงสุดขณะที่กล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลซ้ายบีบตัว  เรียกว่า  ความดันซีสโตลิก  (systotic pressure)  และค่าความดันเลือดต่ำสุดขณะที่กล้ามเนื้อเวนทริเคิลซ้ายคลายตัวเรียกความดันไดเอสโทลิก  (diastolic presure)  โดยปกติผู้ใหญ่ในเพศชายจะมีค่าความดันเลือดประมาณ  120/80  มิลลิเมตรของปรอท  ส่วนค่าความดันของผู้หญิงเจริญวัยมีค่า  110/70  มิลลิเมตรของปรอท  โดยตัวเลขตัวแรก  หมายถึง  ค่าความดันเลือดสูงสุดขณะที่หัวใจบีบตัว  ตัวเลขตัวหลัง  หมายถึง  ค่าความดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว  ค่าความดันเลือดในคนปกติจะเปลี่ยนแปลงได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ  เช่น  อายุ  เพศ  อารมณ์ น้ำหนักร่างกาย  อาหาร  สภาพภูมิอากาศ  และสภาพร่างกาย  เป็นต้น

โรคหัวใจ

โรคหัวใจเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง    ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ  ได้แก่ 

โรคหัวใจแต่กำเนิด เกิดจากความผิดปกติจากการเจริญเติบโตของหัวใจ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อของมารดาระหว่างตั้งครรภ์หรือเกิดจากยาบางชนิดที่มารดากินระหว่างตั้งครรภ์  ทำให้เกิดอาการหลายแบบ  เช่น   ลิ้นหัวใจตีบแคบหรือรั่ว  จะทำให้การหมุนเวียนเลือดมีปัญหาไปด้วย  เด็กมักมีอาการเหนื่อยง่าย  หอบ  ร่างกายและสมองไม่เจริญเท่าที่ควรริมฝีปากและเล็บเขียว
โรคหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจ  คือ  หลอดเลือดโคโรนารี  มีการอุดตัน   ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ  ผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายอย่างเฉียบพลันเกิดภาวะหัวใจวายหรือหยุดเต้นไป ส่วนใหญ่มีปัจจัยเนื่องมาจากความดันเลือดสูง  ภาวะไขมันในเลือดสูง  โรคเบาหวาน  สูบบุหรี่จัด  การดื่มสุรา    การเสพ สารเสพติด [6] การไม่ออกกำลังกายและการมีอารมณ์รุนแรงหรือเครียด 

กรณีที่หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ แพทย์จะใช้เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ เครื่องนี้จะทำให้เกิดสัญญาณไฟฟ้าไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหัวใจ ทำงานได้เป็นปกติ นอกจากนี้ปัจจุบันแพทย์ยังสามารถประดิษฐ์ลิ้นหัวใจเทียม เพื่อนำมาใช้ในการเปลี่ยนหัวใจให้คนไข้ที่มีลิ้นหัวใจผิดปกติได้

ส่วนประกอบของเลือด

ในร่างกายคนมีเลือดอยู่ประมาณร้อยละ  7 - 8  ของน้ำหนักตัวเลือดแบ่งออกเป็น  2  ส่วน  คือ  พลาสมา  มีประมาณร้อยละ  55  ของปริมาณเลือดทั้งหมด  เซลล์เม็ดเลือดและเพลตเลตหรือเกล็ดเลือดประมาณร้อยละ 45

เซลล์เม็ดเลือดแดง  (red  blood  cell  หรือ  erythrocyte)

ลักษณะ  รูปร่างกลมแบนตรงกลางบุ๋ม  ไม่มีนิวเคลียสจะช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจับแก๊สได้มากขึ้นในระยะเอ็มบรีโอ  เซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียสสร้างจากตับ  ม้าม  และไขกระดูก  แต่ในทารกระยะใกล้คลอดจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะสร้างเฉพาะในไขกระดูก  และไม่มีนิวเคลียส

เซลล์เม็ดเลือดแดงมีสีแดงเนื่องจากภายในเซลล์ประกอบด้วยสารฮีโมโกลบินซึ่งเป็นโปรตีนโกลบิน ที่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบทำให้ มีความสามารถในการจับแก็สต่างๆ  เช่น  ออกซิเจน  คาร์บอนมอนอกไซด์  โดยที่ฮีโมโกลบิน  1 โมเลกุล  จับกับออกซิเจน  ได้  4  โมเลกุล  กลายเป็นออกซีฮีโมโกลบิน  (oxhemoglobin)  ลำเลียงไปยังเซลล์ทั่วร่างกายเม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ  100 - 120  วัน หลังจากนั้นถูกทำลายที่ตับและม้ามและจะมีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงทดแทนอยู่เสมอในเพศชายมีประมาณ  5 - 55  ล้านเซลล์ ต่อเลือด  1  ลูกบาศก์มิลลิเมตร  เพศหญิงมีน้อยกว่าประมาณ  4.5 - 5  ล้านเซลล์  ต่อเลือด  1  ลูกบาศก์มิลลิเมตร

เซลล์เม็ดเลือดขาว  (white  blood  cell  หรือ  eeuleocyte)

ลักษณะ  รูปร่างขนาดใหญ่เคลื่อนที่แบบอะมีบาสร้างจากไขกระดูก  และต่อมน้ำเหลืองมีอายุประมาณ  2 - 3  วัน  มีปริมาณน้อย  คือ  5,000 – 10,000  เซลล์  ต่อเลือด  1  ลูกบาศก์มิลลิเมตร  นิวเคลียสมีรูปร่างต่างกัน  แบ่งได้เป็น  2  กลุ่ม  คือ  กลุ่มที่มี  แกรนูล  และกลุ่มที่ไม่มีแกรนูล
  • กลุ่มที่มีแกรนูล  เรียกว่าแกรนูลโลไซต์  (granulocytes)  เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีนิวเคลียสขนาดใหญ่  คอดเป็นพู  มีไซโทพลาซึม ค่อนข้างมากและมีอนุภาคเล็กๆ  ที่เรียกว่า  แกรนูล  (granule)  กระจายอยู่ทั่วไปในไซโทพลาซึม  แบ่งตามลักษณะติดสีของแกรนูลได้  3 ชนิด

+อีโอซิโนฟิล  (eosinophil)  มีแกรนูลสีส้มแดง มี  2  พู  หน้าที่  ทำลายเชื่อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโทซีส  และยังมีเซลล์ที่ทำหน้าที่ออกมาทำลายพยาธิที่เข้าสู่ร่างกาย อีกด้วย
+เบโซฟิล  (basophil)  มีแกรนูลสีน้ำเงิน  นิวเคลียสคล้ายตัวเอส  หน้าที่  ทำลายเชื่อโรคด้วยวิธีฟาโกไซโทซีส  และมีการหลั่งสารเคมี  เช่น เฮพาริน  (heparin)  ชึ่งเป็นสารที่ไม่ให้เลือดแข็งตัวและ  ฮีสทามิน  (histamine) เป็นสารที่ทำให้เม็ดเลือดขาว สามารถเคลื่อนที่ผ่านผนังหลอดเลือดฝอยมาสู่เนื้อเยื่อที่มีเชื่อโรคได้
+นิวโทฟิล (neutrophil)  มีแกรนูลสีม่วงชมพู  นิวเคลียสมีประมาณ  3  พู  เป็นเม็ดเลือดขาวที่มีมากที่สุด  หน้าที่  ทำลายเชื่อโรค โดยวิธีฟาโกไซโทซีส

  • กลุ่มที่ไม่มีแกรนูล เรียก อะแกรนูโลไซต์  (agranulocyte)เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีนิวเคลียส ขนาดใหญ่แบ่งเป็น  2  ชนิด

-โมโนไซต์  (monocyte)  เป็นเซลล์เม็ดเลือดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  เมื่ออยู่ในเลือดระยะหนึ่ง  แล้วจะเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ และเปลี่ยนแปลงไปเป็นแมโครเฟจ (macrophage)  ซึ่งมี  หน้าที่ ทำลายเชื้อโรคโดยวิธีฟาโกไซโทซีสจะกระจายอยู่รอบๆ  หลอดเลือดเล็กๆ ที่ตับ  ปอด  ต่อมน้ำเหลือง  และไต
-ลิมโฟไซต์ (lymphocyte) เป็นเม็ดเลือดขาวที่มีขนาดเล็กที่สุด นิวเคลียสมีขนาดใหญ่เกือบเต็มเซลล์  หน้าที่  สร้างสารต่อต้านสิ่งแปลกปลอมหรือ เชื้อโรคซึ่งเรียกว่า  แอนติเจน (antigen)  เป็นสารประเภทโปรตีน ลิมโฟไซต์มี  2  ชนิดคือ          

 -ชนิดบี  ( B – lymphocyte )  หรือเซลล์บี ( B – cell ) สร้างและเจริญในไขกระดูก
-ลิมไฟไซต์ชนิดที  ( T – lymphocyte  )  หรือเซลล์ที ( T – cell )  ที่สร้างจากไขกระดูกแล้วไป  เจริญที่ไทมัส
เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มอะแกนูโลไซต์  ส่วนมากสร้างมาจากต่อมน้ำเหลือง  ม้าม  ต่อมไทมัส                 ต่อมทอนซิล และไขกระดูกเป็นส่วนน้อย

โดยปกติเซลล์เม็ดเลือดขาว  ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบมี  3  ชนิด คือ นิวโทรฟิล โมโนไซต์  และ            ลิมไฟไซต์  โดยนิวโทรฟิลเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สามารถเคลื่อนผ่านผนังของหลอดเลือดฝอยเข้าทำลาย          เชื้อโรคเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ
ในการที่อวัยวะบางอย่างในร่างกายมีการอักเสบหรือติดเชื้อ  พบว่าปริมาณเซลล์  เม็ดเลือดขาวจะเพิ่มขึ้น แต่การเป็นโรคบางชนิด
เซลล์เม็ดเลือดขาวอาจจะลดลงได้  เช่น  โรคเอดส์เม็ดเลือดขาวจะลดลงกว่าปกติ  ดังนั้นในการตรวจร่างกายผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อหรือโรคอื่นๆ  บางโรคแพทย์จะตรวจหาปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวร่วมไปกับการตรวจเม็ดเลือดแดง ถ้าการสร้างเม็ดเลือดขาวของไขกระดูกผิดปกติ 
อาจทำให้เกิดโรคกับเลือดได้  เช่น โรคมะเร็งเซลล์เม็ดเลือดขาวหรือ ลิวคีเมีย ( leukemia )  เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวแบ่งเซลล์
เพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ โดยปราศจากการควบคุมของร่างกายแล้วจะแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆเกิดอาการผิดปกติตามแต่ชนิด
ของเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นและอาจเสียชีวิตได้

 

 

 เพลตเลต(platelets)
เพลตเลต  มีชื่อเรียกได้หลายอย่างเช่น  เศษเม็ดเลือด  เกล็ดเลือด  แผ่นเลือด  หรือทรอมโบไซต์  (thrombocytes) ซึ่งไม่ใช่เซลล์แต่เป็นชิ้นส่วนของไซโทพลาซึมของเซลล์ชนิดหนึ่งในไขกระดูกที่ชื่อ เมกะแคริโอไซต์  (megakayocytes) ซึ่งหลุดเป็นชิ้นๆ  แล้วเข้าสู่หลอดเลือด  เพลตเลตมีขนาดเล็กมาก  รูปร่างไม่แน่นอน  มีอายุประมาณ  10  วัน

เพลตเลตเป็นตัวการสำคัญในกระบวนการแข็งตัวของเลือด (blood clotting) ในขณะที่ร่างกายมีบาดแผลซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นไปตามลำดับ  ดังนี้

เมื่อร่างกายมีบาดแผล  ผนังของหลอดเลือดฉีกขาด  เพลตเลตและเนื้อเยื่อรอบๆ  บาดแผลจะสร้างเอนไซม์ชื่อ  ทรอมโบพลาสติน (thromboplastin) ออกมา

เอนไซม์ทรอมโบลาสตินซึ่งทำงานร่วมกับแคลเซียมไอออน (Ca2+) ในเลือดและวิตามิน  K  จะไปกระตุ้นให้โพรทรอมบิน (prothrombin) ซึ่งเป็นโปรตีนในน้ำเลือดเปลี่ยนเป็นทรอมบิน (thrombin) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ว่องไวในน้ำเลือด          

ทรอมบินจะเปลี่ยนไฟบริโนเจน (fibrin)  ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยสานกันเป็นร่างแหตรงบริเวณปากแผล  แล้วเพลตเลตก็จะมาเกาะบนร่างแหนี้  ทำให้เลือดหยุดไหล

ปัจจัยที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า ได้แก่
1.  ตับผิดปกติ  เช่น  เป็นโรคตับแข็ง  ตับอักเสบ  ทำให้สารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดผลิตได้ไม่เพียงพอ  เพราะโปรตีนและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดนั้นสร้างจากตับ
2.  สารป้องกันการแข็งตัวของเลือด  เช่น  เฮพาริน  (heparin)  ที่สร้างจากเซลล์เม็ดเลือดขาวจะไปยับยั้งการเกิดทรอมบิน
3.  การขาดวิตามิน  เค  เนื่องจากสาเหตุต่างๆ  เช่น  การกินยาปฏิชีวนะ (antibiotic)  เป็นเวลานานๆ   จะทำให้แบครีเรียที่ผลิตวิตามินเค  ในลำไส้ตายหมด
4.  เป็นโรคฮีโมฟิเลีย  (hemophilia)  ซึ่งเป็นลักษณะที่ควบคุมเป็นยีนที่อยู่บนโครโมโซม X  (X-linked  gene)  ทำให้ไม่สามารถสร้างสาร ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดได้เพียงพอ
5. ในเลือดมีปริมาณเกล็ดเลือดหรือเพลตเลตน้อย
6.  ขาดแร่ธาตุที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด  เช่น  แคลเซียม  จึงทำให้สร้างโพรทรอมบรินและไฟบริโนเจนไม่ได้

พลาสมา  (plasma )
น้ำเลือดหรือพลาสมา  เป็นของเหลวค่อนข้างใส  มีสีเหลืองอ่อน  ประกอบด้วยน้ำปริมาณร้อยละ  90 - 93  และสารต่างๆ  อีกประมาณร้อยละ  7 - 10  โดยเฉพาะโปรตีนที่สำคัญคือ  อัลบูมิน  (albumin)  ซึ่งมีมากที่สุด  โกลบูมิน  (grobumin)  ไฟบริโนเจน  (fibrinogen) และสารอื่นๆ  ได้แก่  แร่ธาตุหรือไอออนต่างๆ  สารอาหารโมเลกุลเล็กๆ   เอนไซม์  ฮอร์โมน  และสารที่ร่างกายไม่ต้องการ  ซึ่งต้องกำจัดออก  ได้แก่  ยูเรีย  แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

ถ้าเจาะเลือดออกมาวางไว้ให้แข็งตัว  แล้วปั่นแยกส่วนที่เป็นของเหลวใสๆ  เรียกว่า  ซีรัม  (serum)  ดังนั้นองค์ประกอบของซีรัมจะเหมือนกับพลาสมาแต่ซีรัมไม่มีไฟบริโนเจน
พลาสมามีหน้าที่ลำเลียงสารอาหารที่ย่อยแล้ว  แร่ธาตุ  ฮอร์โมน  แอนติบอดีไปให้ที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย  และยังช่วยรักษาสมดุลความเป็นกรดเบส  สมดุลน้ำ  และรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายอีกด้วย

หน้าที่สำคัญของเลือด

         การไหลเวียนของเลือดช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของสารต่างๆ เช่น ออกซิเจน  คาร์บอนไดออกไซด์  สารอาหารและวิตามินต่างๆ  ยูเรีย  และฮอร์โมน

         ช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายโดยการสร้างภูมิคุ้มกันของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด          ลิมโฟไซต์

         รักษาสมดุลของสารภายในร่างกาย  เช่น  รักษาสมดุลของแก๊สออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์  ซึ่งเป็นการช่วยรักษาสมดุลของกรด-เบสด้วย

          การไหลเวียนของเลือด  ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนของของเหลว  และสารต่างๆ  ที่บริเวณหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกาย

         เพลตเลตทำหน้าที่ปิดปากแผลเพื่อไม่ให้ร่างกายเสียเลือดมาก

         ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย  เช่น  ถ้าร่างกายมีอุณหภูมิสูง  หลอดเลือดฝอยที่ไปยังผิวหนังจะขยายตัว  ทำให้เลือดไปที่ผิวหนังมากขึ้น  และจะระบายความร้อนออกมาทางผิวหนัง  ทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลง

หมู่เลือดและการให้เลือด

ปกติแล้วร่างกายจะสร้างแอนติบอดีก็ต่อเมื่อได้รับสิ่งแปลกปลอมซึ่งเป็นแอนติเจน  แต่มีแอนติบอดีชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นมา ตั้งแต่แรกเกิดและคงอยู่ตลอดชีวิต  คือแอนติบอดี ที่ทำปฏิกิริยากับแอนติเจนจำเพาะบนผิวเซลล์ของเม็ดเลือดแดง  จึงได้จำแนกหมู่เลือดตามชนิดของแอนติเจนที่อยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดงได้เป็น หมู่เลือดระบบ ABO และระบบ  Rh
หมู่เลือด  (blood  group)  ของคนในระบบ  ABO  มี  4  หมู่  คือ

  • หมู่เลือด  A  คือหมู่เลือดของคนที่มีแอนติเจน  A  บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงมีแอนติบอดี b ในน้ำเลือด
  • หมู่เลือด  B  คือหมู่เลือดของคนที่มีแอนติเจน  B  บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงมีแอนติบอดี a ในน้ำเลือด
  • หมู่เลือด  AB  คือหมู่เลือดของคนที่มีแอนติเจน  A  และ  B  บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง ไม่มีทั้งแอนติบอดี a และ b
  • หมู่เลือด  O  คือหมู่เลือดของคนที่ไม่มีแอนติเจน A และ B บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงมีแอนติบอดี a และ b ในน้ำเลือด

การให้เลือดที่ปลอดภัย  ในระบบ  ABO  มีหลักดังนี้

  • ผู้ให้และผู้รับควรจะมีหมู่เลือดเดียวกันปลอดภัยที่สุด
  • เลือดของผู้ให้ต้องไม่มีแอนติเจนตรงกับแอนติบอดีของผู้รับ

ดังนั้น  การให้เลือดผิดหมู่  อาจเป็นอันตรายถึงตายได้  เนื่องจากแอนติเจนของผู้ให้เลือดไปทำปฏิกิริยากับแอนติบอดีของผู้รับเลือด  ซึ่งเป็นชนิดเดียวกัน  ทำให้เลือดของผู้รับเกิดปฏิกิริยาการจับกลุ่มตกตะกอน  (agglutination)

หมู่เลือด

เยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง

น้ำเลือด

ให้เลือดได้กับหมู่เลือด

ขับเลือดได้จากหมู่เลือด

จำนวนที่พบในคนไทยร้อยละ

O

ไม่มีแอนติเจน

มีแอนติบอดี a,b

O, A, B, A B

O

37

B

มีแอนติเจน  B

มีแอนติบอดี a

B, A B

O, B

33

A

มีแอนติเจน  A

มีแอนติบอดี b

A, A B

O, A

22

A B

มีแอนติเจน  A B

ไม่มีแอนติบอดี

-

O, A, B, A B

8

หมู่เลือดระบบ  Rh

         จากการศึกษาพบว่าในเลือดของคนแต่ละคนยังมีแอนติเจนอีกชนิดที่รู้จักกันดี  คือ  หมู่เลือดระบบ  Rh

          หมู่เลือด  Rh+  คือหมู่เลือดของคนที่มีแอนติเจน  Rh  อยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง  ซึ่งคนส่วนใหญ่มีร้อยละ  99.7หมู่เลือด          

           Rh-  คือหมู่เลือดของคนที่ไม่มีแอนติเจน  Rh  ที่เยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง  มีคิดเป็นร้อยละ  0.3

หมู่เลือดระบบ  Rh  นี้แตกต่างจากหมู่เลือดระบบ  ABO  บางประการ  คือ  ระบบหมู่เลือด  Rh ปกติจะไม่มีการสร้างแอนติบอดี เว้นแต่คนที่มีหมู่เลือด  Rh-  เมื่อได้รับเลือดหมู่  Rh+  แอนติเจนของหมู่เลือด  Rh+  จะกระตุ้นให้คนหมู่เลือด  Rh-   สร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจน  Rh  ฉะนั้นในการให้เลือดแก่กันจะต้องคำนึงถึงปัจจัย  Rh-   ได้รับเลือด  Rh+  เข้าไป ร่างกายก็จะถูกกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจน  Rh+  ขึ้นได้
ดังนั้น  การให้เลือด  Rh+  ครั้งต่อไปแอนติบอดี  Rh  ในร่างกายของผู้รับจะทำปฏิกิริยากับแอนติเจนจากเลือดของผู้ให้ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
นอกจากนี้ถ้าในกรณีที่แม่มีหมู่เลือดเป็น  Rh-  ตั้งครรภ์และลูกในครรภ์มีหมู่เลือด  Rh+ ก็จะมีโอกาสที่เซลล์เม็ดเลือดแดงจากลูกจะพลัดเข้าไปในระบบเลือดของแม่ บาดแผลในขณะที่คลอดเพราะช่วงที่รกหลุดจากมดลูกแม่มีโอกาสเข้าไปในกระแสเลือดของแม่ได้ และกระตุ้นให้แม่สร้างแอนติบอดีต่อ
แอนติเจน  Rh  ถ้าแม่ตั้งครรภ์ลูกคนที่  2  ที่มีหมู่เลือด  Rh+  อีก จะเกิดอันตรายแก่ลูกในครรภ์อย่างมาก เพราะเลือดของแม่ที่ส่งอาหารไปเลี้ยงลูกในครรภ์มีแอนติบอดีต่อแอนติเจน  Rh  อยู่ด้วย  ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับแอนติเจน  Rh ที่เยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงของลูก  ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงของลูก  จับรวมตัวกันและถูกทำลาย  เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต  เรียกว่า   อีรีโทรบลาสโทซิสฟีทาลีส (erythroblastosis  fetalis)  แต่บางครั้งลูกคนที่  2  อาจจะยังไม่ได้รับอันตรายเพราะการสร้างแอนติบอดี  Rh  ของแม่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่ลูก  แต่ถ้าจะมีลูกคนถัดไปที่มีหมู่เลือด  Rh  อีกจะเป็นอันตรายแก่ลูกในครรภ์แน่นอน  ดังรูป

การให้เลือดและรับเลือดของคนในระบบ Rh มีหลักดังนี้

คนที่มีหมู่เลือด Rh+ สามารถรับเลือดได้ทั้งหมู่ Rh+ และ Rh คนที่มีหมู่เลือด Rh ต้องได้รับเลือดหมู่ Rh - เท่านั้น แต่ถ้ารับเลือดหมู่
Rh+ ครั้งแรกอาจไม่เกิดอันตราย แต่จะเกิดอันตรายรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรับเลือดหมู่ Rh+ ในครั้งต่อๆ ไป

ถ้าแม่มีหมู่เลือด Rh+ พ่อมีเลือด Rh เมื่อมีลูก ลูกจะปลอดภัย ไม่ว่าลูกจะมีหมู่เลือด Rh+ หรือ  Rh ก็ตาม

ถ้าแม่มีหมู่เลือด Rh พ่อมีหมู่เลือด Rh+  และแม่เคยมีลูกที่เป็นหมู่เลือด Rh+   มาก่อนแล้ว  ลูกคนต่อๆ มาจะต้องมีหมู่เลือด Rh  เท่านั้นจึงจะปลอดภัย

     [1] https://www.youtube.com/watch?v=yTekG5cL37I
     [2] https://www.youtube.com/watch?v=V1ywaBRiETw
     [3] http://www.youtube.com/watch?v=3lC3Irq6jQs
     [4] http://www.youtube.com/watch?v=Nt4herSs7w8
     [5] https://www.youtube.com/watch?v=Su9q9rlXGdU
     [6] http://www.youtube.com/watch?v=KaE47_VIku8

<< Go Back